กลอน

การแต่งคำประพันธ์ประเภทกลอน

กลอน เป็นลักษณะคำประพันธ์ไทยที่ฉันทลักษณ์ประกอบด้วยลัก ษณ ะบังคับ 3ประการคือคณะจำนวนคำและสัมผัส คณะ จะจัดเป็นบท บทหนึ่งประกอบด้วย 2 บาท ซึ่งเรียกว่า บาทเอก และ บาทโท การแต่งคำกลอนจะต้องจบด้วยบาทโทเสมอ
               บาทเอก ประกอบด้วยคำประพันธ์  2 วรรค วรรคหน้าเรียกว่า วรรคสดับ
               บาทโท  ประกอบด้วยคำประพันธ์ 2 วรรคเช่นกัน  วรรคหน้าเรียกว่า วรรครอง วรรคหลังเรียกว่า  วรรคส่ง ซึ่งมีความหมายถึงการส่งท้ายหรือสัมผัสไปยังบทต่อไป

กลอนสุภาพ หนึ่งบทมี 4 วรรค วรรคละ 8 พยางค์ แต่ใช้ได้ 7- 9 พยางค์

สัมผัส พยางค์สุดท้ายของวรรคที่ 1 สัมผัสกับพยางค์ที่ 3 หรือ 5 ในวรรคที่ 2 พยางค์สุดท้ายของวรรคที่2 สัมผัสกับพยางค์สุดท้ายของวรรคที่ 3 และสัมผัส กับพยางค์ที่ 3 หรือ 5 ในวรรคที่ 4

สัมผัสระหว่างบท พยางค์สุดท้ายของบทต้น สัมผัสกับพยางค์สุดท้ายของวรรคที่ 2 ของบทถัดไป

กลอนดอกสร้อย

กลอนดอกสร้อยเป็นกลอนอีกลักษณะหนึ่งที่มีความนิยมแต่งกันมากการแต่งกลอนดอกสร้อยส่วนใหญ่ใช้แสดงความรู้สึกและความคิดเห็นที่สามารถจบลงอย่างสั้นๆ เพราะกลอนดอกสร้อย 1 บท คือกลอนสุภาพ 2 บท 
ฉันทลักษณ์
1. กลอนดอกสร้อยบทหนึ่งมี 4 คำกลอน หรือ 8 วรรค วรรคหนึ่งใช้คำ 7-9 คำ 
2. วรรคแรกที่ขึ้นต้นโดยมากมี 4  คำ  คำที่ 1   กับคำที่ 3 ต้องซ้ำคำเดียวกัน  คำที่ 2 ต้องเป็นคำว่า " เอ๋ย " ส่วนคำที่ 4  เป็นคำอื่นที่รับกัน เช่น   นักเอ๋ยนักเรียน    เด็กเอ๋ยเด็กน้อย
3. กลอนดอกสร้อยจะต้องลงท้ายด้วยคำว่า "เอย" เสมอ   แต่ถ้าเป็นกลอนดอกสร้อย 

กลอนสักวา

ฉันทลักษณ์
1. กลอนสักวาบทหนึ่งมี 8 วรรค หรือ 2 คำกลอน วรรค หนึ่งใช้คำตั้งแต่ 6-9 คำ ถ้าจะแต่งบทต่อไป ต้องขึ้น บทใหม่ ไม่ต้องมี สัมผัสเกี่ยวข้องกับบทต้น
2. ต้องขึ้นต้นด้วยคำว่า “สักวา” และลงท้าย ด้วยคำว่า “เอย”
3. สัมผัสและความไพเราะ เหมือนกับกลอนสุภาพ